เมื่อ “ราคาทองคำ” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงนี้หลายคนหันมาลงทุนในทองคำเพื่อเก็บสะสมหรือซื้อเป็นเครื่องประดับ บ้างเชื่อว่าการลงทุนทองเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน
นี่เองทำให้ประเทศไทยขึ้นแท่นมีความต้องการ “ทอง” สูงติดอันดับตลาดโลก อย่างไรก็ดี ดีมานด์ที่มีมากขึ้นก็กลายเป็นช่องให้คนบางกลุ่มพยายามหาผลประโยชน์จากการผลิตทองปลอมเพื่อขายให้กับผู้บริโภคที่ไม่รู้เท่าทัน
ไม่นับรวมจากการที่ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำทองปลอมให้เหมือนจริงมากขึ้น ทั้งในด้านรูปลักษณ์และน้ำหนัก ทำให้ยากที่จะตรวจสอบด้วยตาเปล่าหรือเครื่องมือธรรมดา
ทำให้ “ผู้ซื้อ” ที่อาจไม่มีความรู้ในการตรวจสอบคุณภาพของทองคำตกเป็นเหยื่อของทองปลอมได้ง่าย
แล้วเราจะตรวจสอบระหว่างทองจริง VS ทองปลอมได้อย่างไรบ้าง? ข้อมูลแนะนำจากร้านทองศิริอร ขายทอง ทองรูปพรรณ ระบุว่า เวลาที่เราสงสัยว่าทองที่กำลังถือหรือได้มาเป็น “ทองแท้” หรือ “ทองปลอม” กันแน่นั้น มีเทคนิคตรวจสอบได้ไม่ยากที่อาจทำให้เรารอดพ้นจากการโดนหลอกได้ 6 วิธี ดังนี้
1. ชั่งน้ำหนัก – มาตรฐานที่จับต้องได้
ทองแท้มีน้ำหนักตามมาตรฐานเสมอ หากน้ำหนักเบาไปหรือหนักเกินจากที่ควรจะเป็น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทั้งนี้ น้ำหนักทองคำ 1 บาท ในทองคำแท่งจะอยู่ที่ 15.244 กรัม ส่วนในทองคำรูปพรรณ น้ำหนักจะอยู่ที่ 15.16 กรัม
2. รอยต่อของทอง – ความเนียนที่มีอะไรซ่อนอยู่
ทองแท้ไม่มีรอยขุยหรือรอยหลุดลอก หากสังเกตเห็นว่ามีสีอื่นโผล่ขึ้นมาหลังจากใช้ไปสักพัก นั่นอาจเป็นทองชุบที่ดูภายนอกเหมือนของแท้ แต่จริง ๆ แล้วมีชั้นของสิ่งอื่นเคลือบอยู่ จะเห็น "อีกสีหนึ่ง" ที่ซ่อนอยู่ข้างใน
อย่างไรก็ดี ในบางกรณีทองคำแท้ที่ทำการตกแต่งหรือหลอมใหม่อาจมีรอยต่อหรือรอยหลอมซึ่งไม่ถือว่าเป็นปัญหาหากไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ทองคำเปลี่ยนคุณสมบัติไป
3. ตราประทับ – รอยยืนยันตัวตน
ทองแท้ต้องมีตราประทับชัดเจน ซึ่งหากดูเหมือนถูกเติมแต่งทีหลัง ให้คิดไว้ก่อนว่าอาจไม่ใช่ทองแท้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกทองคำที่มีตราประทับชัดเจน หรือบางครั้งอาจมีการแอบปั๊มตราปลอม หากต้องการตรวจสอบอย่างละเอียด ควรจะไปตรวจสอบที่ร้านทองที่น่าเชื่อถือ หรือการใช้เครื่องมือทดสอบทองคำแบบทางการ
4. แม่เหล็ก – แรงดึงดูดที่ไม่ควรมี
ทองคำแท้ไม่ควรถูกดูดด้วยแม่เหล็ก ถ้าลองทดสอบแล้วมันขยับติดแม่เหล็ก ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมของโลหะอื่น ๆ
ทั้งนี้ แม้การทดสอบด้วยแม่เหล็กถือเป็นวิธีที่ดี แต่ควรระวังว่ามีบางทองคำแท้ที่อาจมีส่วนผสมของโลหะอื่น ๆ ที่อาจตอบสนองกับแม่เหล็กได้ เช่น ทองคำที่ผสมกับโลหะที่มีความแข็งแรงสูงเพื่อเพิ่มความทนทาน หรือทองคำที่มีอัตราส่วนของโลหะต่าง ๆ ควรทดสอบโดยการใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับการทดสอบความบริสุทธิ์ของทองคำ
5. ใช้เล็บจิก – ความอ่อนโยนที่ทิ้งร่องรอย
ทองแท้เป็นโลหะที่อ่อนตัว เมื่อลองใช้เล็บจิกหรือกดลงไปจะเกิดรอยบุ๋มเล็กน้อย ต่างจากของปลอมที่แข็งกระด้าง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
แต่ข้อมูลบางแหล่งไม่ค่อยสนับสนุนการใช้วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีตรวจสอบทองเป็นหลัก เพราะทองคำมีความนิ่มในบางกรณี เช่น ทองคำที่มีการผสมโลหะอื่น ๆ จะอาจไม่ได้อ่อนตัวเท่าทองคำแท้ 100% ดังนั้นวิธีนี้อาจทำให้สับสนได้
6. เผาไฟ – บททดสอบที่ไม่อาจหลอกกันได้
ไฟเป็นเครื่องพิสูจน์ทองแท้ ไม่ว่าคุณจะเผาไปกี่ครั้ง ถ้าเป็นของจริง ทองจะยังคงเป็นทองเหมือนเดิม ต่างจากของปลอมที่อาจเปลี่ยนสีหรือเกิดคราบดำ
ทั้งนี้ แม้การทดสอบด้วยไฟเป็นวิธีที่นิยมใช้ แต่ควรระวังการทดสอบเองโดยไม่ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม เพราะการเผาทองคำที่ไม่ได้ตรวจสอบด้วยวิธีที่ถูกต้องอาจทำให้ทองคำเสียหายและไม่ได้ผลที่เชื่อถือได้ และในปัจจุบันมีเครื่องมือสำหรับการทดสอบที่แม่นยำกว่า
สุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทองที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ซื้อ คือ การตรวจสอบเอกสารหรือใบรับรอง ซึ่งหากซื้อทองจากร้านทองที่น่าเชื่อถือ ส่วนใหญ่จะมีเอกสารรับรองที่ยืนยันความบริสุทธิ์และคุณภาพของทองคำ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทองคำที่ได้มาเป็นของแท้นั่นเอง
อ่านข่าวหุ้น ข่าวทองคำ และ ข่าวการลงทุน และ การเงิน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney