จากประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีในบริษัทระดับโลกและสตาร์ทอัพ สู่การพลิกโฉมธุรกิจเครื่องดื่มอัตโนมัติของสองพี่น้องตระกูลอมตานนท์ "ตอง-วทันยา อมตานนท์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด และ "เติร์ด-พัทธนันท์ อมตานนท์" ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FORTH ที่นำพาแบรนด์ "เต่าบิน" สู่ความสำเร็จด้วยนวัตกรรมตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติกว่า 7,000 จุดทั่วประเทศในเวลาเพียง 3 ปี
วทันยา เล่าว่า ด้วยพื้นฐานเธอมีความเชี่ยวชาญด้าน UI/UX Design และประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ ส่วนพัทธนันท์ น้องชายเคยอยู่บริษัทด้านที่ปรึกษาและในบริษัทด้านเทคโนโลยี ทำให้ทั้งคู่มองเห็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ประกอบกับธุรกิจของครอบครัวก็เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดธุรกิจ “เต่าบิน” ในช่วงหลังโควิด-19 และเริ่มทดสอบตลาดในพื้นที่จำกัด ก่อนขยายไปสู่การให้บริการ 24 ชั่วโมงในหลากหลายพื้นที่ และทำสถิติสูงสุดจำหน่ายเครื่องดื่มผ่านตู้เต่าบินได้มากถึง 400 แก้วต่อวัน เนื่องจากตั้งตู้ในโรงงานที่เปิดเดินเครื่อง 24 ชั่วโมง
"ถ้าเรารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนเริ่ม เราคงต้องใช้เวลาอีก 3 ปีกว่าจะได้ออกตลาด แต่เราเลือกที่จะเริ่มต้นและพัฒนาไปพร้อมกับการเรียนรู้จากผู้บริโภค" พัทธนันท์ เล่าไว้
"จุดแข็งของเราคือ R&D และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภค" วทันยา กล่าว พร้อมเสริมว่าระบบอัพเดทเมนูแบบเรียลไทม์ผ่าน 7,000 ตู้ทั่วประเทศเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่น
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต่าบินไม่เคยหยุดพัฒนา ด้วยบทเรียนจากธุรกิจก่อนหน้าอย่างตู้ขายน้ำที่ปัจจุบันขายออกไปแล้ว ตู้ PABX (ตู้สาขาโทรศัพท์) ที่ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครใช้
มาถึง “ตู้บุญเติม” ที่ปัจจุบันมีแสนกว่าตู้ทั่วประเทศและปรับตัวจากตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือมาให้บริการ Micro Lending (สินเชื่อขนาดย่อม) ซึ่งเป็นการปรับตัวตามเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค
"เราเรียนรู้ว่าต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค" วทันยา กล่าว
ปัจจุบันเต่าบินขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฮ่องกง และดูไบ โดยเลือกเจาะตลาดประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP สูง
"เรามุ่งเน้นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เพราะแม้ต้นทุนวัตถุดิบจะใกล้เคียงกัน แต่ราคาขายที่สูงกว่าทำให้มีอัตรากำไรที่ดี" พัทธนันท์ อธิบาย
การเลือกพันธมิตรในแต่ละประเทศมีความยืดหยุ่น บางประเทศใช้แบรนด์เต่าบินหรือ Flying Turtle โดยตรง บางประเทศร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นในการ Rebrand แต่ยังคงเอกลักษณ์และโลโก้เต่าบิน สะท้อนกลยุทธ์การปรับตัวให้เข้ากับแต่ละตลาด
วทันยา เล่าต่อว่า เธอมีเป้าหมายต่อยอดสู่ธุรกิจ B2B โดยพัฒนาระบบจัดการสูตรและอัพเดทเมนูสำหรับร้านกาแฟ รวมถึงการขยายไปสู่คาเฟ่อัตโนมัติที่มีทั้งไอศกรีม Soft Serve และเครื่องดื่มที่มีไข่มุก
เต่าบินยังมองไกลไปถึงการพัฒนาระบบสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันแบบ Grab and Go เพื่อลดเวลารอ และการขยายไปสู่อาหารและขนมอัตโนมัติในอนาคต
วทันยา ย้ำว่า เราต้องพัฒนาไปข้างหน้าตลอดเวลา เพราะความสะดวกสบายและการประหยัดเวลาคือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ
"มองว่า ถ้าอยากให้เต่าบินเหมือนเป็นบุคคลใดในครอบครัว ก็อยากให้เป็น 'แม่' ที่พร้อมดูแลลูกค้าทุกเวลา ไม่ว่าจะหิว กระหาย ป่วย หรือต้องการเครื่องดื่มแบบไหน อยากให้ทุกคนนึกถึงเต่าบินเป็นตัวเลือกแรก" วทันยา กล่าว
พร้อมกับบอกว่า ความสำเร็จของเราไม่ได้วัดที่จำนวนตู้หรือยอดขาย แต่วัดที่การเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน เราตั้งใจจะเป็น Everyday, Everywhere, Anytime สำหรับทุกคน ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก" สองพี่น้องอมตานนท์ทิ้งท้าย
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney